| zantaluzia's profileLearning from the past -...PhotosBlogLists | Help |
|
October 16 สัด จะ ทำวัยรุ่น มีเวลา มีกำลัง แต่ไม่มีเงิน วัยทำงาน มีกำลัง มีเงิน แต่ไม่มีเวลา วัยทอง มีเงิน มีเวลา แต่ไม่มีกำลัง แหง่กกกกกกกกกกกก สาดดดด จะ ทำ October 05 สิบวัน เจ็ดเมือง กับ อีสานจีน เพิ่งกลับมาจากการเดินทางแบบยังเปียกๆ (หมาดๆ) อารมณ์แบกแพคกระเป๋าใบน้อยไป เสื้อผ้าหกตัว กับกางเกงสองตัว(รวมที่ใส่) เป้าหมายหลักคือ JI'AN and CHANGBAISHAN ที่เหลือ แล้วแต่บุญพาวาสนาส่งไปล่ะกัน ทริปเิกิดขึ้นอยู่รวดเร็ว ภายใต้การตัดสินใจ เสี้ยวนาที ที่นังน๊อตมันถามกูว่า "เฮ้ยไป CHANGBAISHAN ป่าว" ไอ้กูก็ใจง่ายไปกับมันสะงั้น แล้วก็รวมพลพรรคมาได้ทั้งหมด หกคน เจ็ดเมืองที่่ว่า รวมถึงเืมืองที่ไปพักต่อรถด้วยล่ะกัน กล่าวแบบคร่าวๆ สรุปๆ เลยละกัน วันแรก..... SHENYANG นั่งรถไฟมาถึงรอบเย็น ปัญหามากมายเนื่องจากนังหนึ่งไมไ่ด้เอาพาสปอร์ตไป นอนพักอาศัยไมไ่ด้ครับ ห่านจิก มันกับน๊อตเลยนั่งหลับที่หน้าฟร้อนแทน วันสอง.... ยังคงอยู่ที่SHENYANG เที่ยวกู้กง ซึ่งกู้อะไรมาบ้างก็ดีนะ เก่า พุพัง ไร้การบูรณะใดๆ ทั้งสิ้น ห้าสิบหยวนของกู.... และก็เที่ยวเมืองรอบๆ จุดหมายยังไม่ใช่ที่นี่ฮ่ะ วันที่สาม....นั่งรถไฟมาต่อที่ TONGHUA มุ่งสู่ JI'AN """ เมืองที่กูอยากจะมาแต่เทอมที่แล้ว ตั้งใจมาดูอารยธรรม โคคูเรียว เลยนะนี่ บอกได้สั้นๆว่า กูชอบ++ เอาไปเลย ห้ากระโหลก เมืองมันไม่ใช่แค่เมืองอารยธรรมที่ติดริมแม่น้ำที่คั่นระหว่างเกาหลีเหนือ แต่ความเป็นธรรมชาติมันยังสมบูรณ์ เมืองเล็กๆ สะอาด อบอุ่น บรรยากาศดี ลักษณะความเป็นเมืองที่ดูดีกว่าเมืองใหญ่ๆในหลายแห่ง วันที่สี่ ..... ยังคงอยู่ที่นี่ เที่ยว อุทยาน WU NV FENG หรือ ยอดเขาตะละแม่สาวงามทั้งห้า เที่ยวเสร็จก็จับรถไป TONGHUA อีกรอบ มุ่งสู่ BAIHE วันที่ห้า.... ถึงแล้วฮ่ะ BAIHE เมืองแห่งเต่าทอง อากาศหนาวดีจริงวุ้ย หาที่พักเสร็จ จับรถรอบเช้า เที่ยวโลดดดดดด เทือกเขา น้ำตก บ่อน้ำ ป่าไม้ อะไรก็ว่าไป แน่นอน... CHANGBAISHAN สวยสมคำร่ำลือ.... เอาไปเลย สี่กระโหลกครึ่ง บวกกับครึ่งกระโหลกในการนั่งรถโฟวิว อย่างเร้าใจ นั่งไป นึกว่า แสดงหนังโตเกียวดริป ถือว่าคุ้ม จ่ายค่ารถขึ้นเขา แถมได้เที่ยวสนุกไปในตัว แหม๋... จุดพีคแล้วมั้งที่นี่ วันที่หก.... ยังอยู่ที่เดิม เพราะมีน้องนางต้องการพัก วันนี้ถือว่าชิลๆ เดินเล่นในเมือง และเที่ยวสวนสาธารณะของที่นี่สะหน่อย (เมืองนี้เต่าทองเยอะสัด จากน่ารักเป็นน่ากลัว) สวนสาธารณะที่นี่ น่ารักดี มีงานศิลปะกลางแจ้งตามจุดต่างๆ บวกกับบรรยากาศผืนน้ำที่สะท้อนกับต้นไม้ที่เปลี่ยนสี โฮก..... ไอ้ที่ฮาก็คือ เดินเล่นอยู่ในสวน แล้วเสือกไปหยุดพักที่นึง บริเวณนั้นจะมีตึกห่าไรกูก็ไม่รู้หรอก รู้แค่ว่าพวกกูจะถ่ายรูปเขื่อนน้อยๆ แล้วคนจีนก็เดินมาหากูถามว่า "ฟังภาษาจีนออกไหม" "ออก" "อืม..ทางนั้นเป็นประตูให้เดินออกไป เพราะว่าตรงนี้มีคนป่วยเป็นไข้หวัดหมู" "....." เอ่อ จ้ำเลยสิฮะ พี่น้อง สรุปว่าไอ้ตึกนั่น มันคงประมาณสำหรับรักษาผู้ป่วยมั้ง กูก็ไม่แน่ใจ รู้แค่ว่า หลิวก่านๆ อยู่ที่นี่ หงึกๆๆๆๆ วันที่เจ็ด.... จุดมุ่งหมายของเราหมดไปแล้ว กลายเป็นหกพเนจรเร่ร่อนไม่รู้จะไปจอดที่ไหนดี ครั้นจะกลับเลย ก็ไม่ใช่ตัวตนของดาววววว สรุปจิ้มเมืองเอาล่ะกันว่ะ กูอยากไปเมืองริมแม่น้ำนี่แหละ หวังเต็มที่พักผ่อนหย่อนใจ TUMEN ตัวเลือกที่ต้องการ โลนลี่แพลนเน็ตบอกมาว่า เป็นเมืองที่ติดกับสามประเทศ รัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ แหม ฟังดูดี อารมณ์สามเหลี่ยมทองคำบ้านเรา เอาเลยครับ นั่งรถไปสี่ชั่วโมง พอมาถึง .... นึกว่าเมืองนี้โดนห่า โรคระบาดลงตายกันหมด เงียบฉิบหาย แมลงวันบินยังไม่มี ... .... โดนแท๊กซี่พยายามโกง แดกข้าว เมนูแนะนำที่ทำเอาอึ้ง แถมไม่ใช่เป็นเมืองที่มองเห็นสามประเทศอย่างที่ว่ากัน มันต้องไปอีกเมืองหนึ่ง เฟร้ยยยยยยย HUNCHUN เมืองนี้ต่างหากกกก ไ้อ้โลลี่แพลนเน็ต เอาละฮ่ะ วาดฝันอย่างสวยงาม HUNCHUN เมืองริมแม่น้ำ ตามแบบ JI'AN น่ารัก อบอุ่น ไม่รอช้า ขึ้นรถไปอีกหนึ่งชั่วโมง พอมาถึง...... เอิ่ม........ ขนาดนั้นรถเมล์ทัวร์แล้ว ทั้งเมืองไม่มีเหี่ยนอะไรเลย มีแต่แซ้บบบ ล้างตีนที่อ่างน้ำ แถมจะไปดูไอ้ที่กล่าวขานถึงต้องเสียเงินอีกประมาน สามร้อยหยวน ถึงดูไป จะมีรัสเซียมาล่าหมี และแดจังกึมมาทำอาหารใ้ห้เห็นไหม ว่านี่แหละ ประเทศรัสเซีย และ เกาหลีแล้ว พวกกูเลยได้ข้อสรุปว่า อย่าไปเลยล่ะกัน แม้แต่คนพื้นที่เองยังบอกเลยว่า ไม่สวย ไม่น่าดู ไม่แนะนำ หือออออ แต่น่าแปลกฮ่ะ เมืองนี้ คาราโอเกะเยอะมาก เดินไปห้องสองห้องก็คาราโอเกะ กับ โต๊ะพลู เปิดกันพรึบพรับ เดี๋ยวหาสิ่งที่พิเศษของที่นี่สะหน่อย ...อ่าฮ้า ... เป็นเมืองที่มีป้ายทางการ ร้านค้าทุกร้าน มีสามภาษา จีน เกาหลี รัสเซีย แหม่ะ พิเศษกว่าที่อื่นเลยนะเนี่ย แุถมร้านเน็ตไฮโซ เร็วด้วย วันที่แปด.... ไม่รอช้า อพยพด่วนนนนน CHANGCHUN เมืองหลวง ของJILIN ทำทางเชื่อมระหว่างเมืองได้โคตรสวย บวกกับบรรยากาศสุดๆ ท้องฟ้าแจ่มใส เมฆลอยต่ำ อย่างกับภาพวาด มาถึงปุ๊บ ก็เมืองอ่ะ ไม่รู้จะอธิบายไรได้มากกว่านี้ หาที่พัก อยู่แนวมาเฟียฮ่องกง .....เน้นหาของแดก ว่าแต่ที่นี่ไม่มีแมคฟ่ะ วันที่เก้า ....ตามคำแนะนำมาที่นี่ต้องไปที่เด็ดๆ คือบ้านของ PUYI รายละเอียด เขียนคงยาว เอาเป็นว่า ได้สี่เอ คุ้มกับเงินที่เสีย ดูแล้ว อยากไปหาประวัติศาสตร์ในยุคนั้นมาอ่านทำความเข้าใจใหม่ ต่อด้วยตามหา CHANG JING SHI JI CHENG แต่..... ไกลฉิบหาย เวลาไม่ัทันแล้ว เลยต้องถอยยยทัพ กลับที่ัพักหาไรแดก และแยกย้ายกลับได้แล้ววุ้ยยยย ก่อนที่กางเกงในจะเน่าไปกว่านี้ วันที่สิบ.....ถึงล่ะฮ่ะ DALIAN เวลางาม ตี4.44 โหหหหหห นี่ขนาดเขียนสรุป ยาวฉิบหาย และแล้วการเดินทางเกือบสิบวันของเราก็สิ้นสุดลง ไม่ถึงกับลำบาก ไม่ดิ ไม่ลำบากเลยมากกว่า อาจจะเน่าไม่ได้อาบน้ำ ผดผื่นขึ้นไปบ้าง สิวขึ้นเล็กน้อย เสื้อผ้าต้องใส่ซ้ำ กางเกงในกลับด้านไปมาบ้าง หรือต้องเยี่ยวร่วมห้องกับเพื่อนจีนมากหน้า บางครั้งจำต้องขึ้นไปขี้ที่สูงซึ่งเห็นขี้ของใครๆมามาย เอาว่ะ แต่อย่างน้อยขี้ของกูก็ได้อยู่บนยอดละว่ะ แต่กูก็โอเคสำหรับทุกอย่าง แลกกับประสบการณ์ การเดินทางเจ็ดเมือง กับ(ไม่)สิบวัน(ดี) ขรุขระไปนิด โดนหลอกอีกหน่อย แต่ได้เห็นอะไรมากขึ้น นี่แหละ "การเดินทาง" September 19 งานเลี้ยงุเปิดเทอมสองมาได้สองอาทิตย์แล้ว ชีวิตอาจจะยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหน ตื่น.... เรียน.... ออกกำลังกาย... นอน... แดก แ้ล้วก็หมดไปอีกวันหนึ่ง ชีวิตที่เดินไปอย่างจำเจ ตามเวลาที่หมุนเวียนในแ่ต่ละัวัน แม้ว่าเวลามันจะเหมือนเดิมๆ ทุกวัน แต่ยังไม่เคยมีวันไหนเลย ที่น่าเบื่อหน่าย คงเพราะมี......เพื่อน ......ละมั้ง ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพกลางวงเหล้า ที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่ ตามแบบทุติยภูมิ หรือ มิตรภาพเดิมๆที่กำลังขยายตัวมากขึ้นในทุกๆวัน หลายต่อหลายครั้งที่กูเขียนเรื่องเพื่อนไม่จบไม่สิ้น ย้อนกลับไปดู เรื่องราวเก่าๆ กูก็ยังคงเขียนถึงเรื่องเพื่อน(เมื่อไรจะมีเขียนเรื่องแฟน) นับวันที่อยู่ที่นี่เริ่มผูกพันธ์กับใครหลายๆคนมากขึ้น จนไม่อยากจะคิดเลยว่าวันที่งานเลี้ยงเลิกราเป็นยังไง งานเลี้ยงที่ต่างต้องแยกย้ายไปอยู่โลกใบเดิมของตน งานเลี้ยงที่ไม่ได้พบกันได้ใหม่ทุกวันศุกร์ ว่าไปแล้ว พิมพ์ไป ภาพความสนุกที่เคยร่วมกันก็ผ่านเข้ามาในคำนึง นึกถึงกี่ครั้งก็ได้แต่รู้สึกดี และยิ้มให้กับวันเก่าๆ ... ....... ถ้า ณ วันหนึ่งงานเลี้ยงเลิกรามาถึง ต่างคนต่างแยกย้ายออกไป ความรู้สึก อาจจะเสียดาย ยังอาลัยอาวรณ์ อาจจะยังคิดถึง และไม่อยากให้มันจบ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วเวลาก็ผ่านไป จนเหลือเป็นความทรงจำบางๆ แต่ก็คงอีกไม่นานหรอก ที่ความทรงจำเหล่านี้จะถูกเรียกกลับมาอีกครั้ง ในงานเลี้ยงรุ่นวันใดวันหนึ่งข้างหน้า พร้อมกับเสียงหัวเราะของมิตรภาพเก่าๆ ที่อบอวลอยู่ในห้วงเวลาของกันและกัน อีกครั้ง July 07 yi lu ping an
วันนี้เพื่อนเดฟตัวโย่งของกูได้กลับสู่มาตุภูมิของเค้าเสียแล้น เมื่อวานเป็นอะไรบ้าบอคอแตกและนอยกันเล็กน้อย..... ตอนกลางวันตามหาของฝากเป็นเพื่อนเดฟ ตกเย็นก็ไปแดกเนื้อย่าง ต่อด้วยเลี่ยนอ้ายบาร์ ที่เหมือนเป็นวันรวมญาติคนไทยยังไงก็ไม่รู้สินะ จากเลี่ยนอ้ายบาร์ก็ไปต่อกันที่ริมหาด จับคนโยนลงน้ำ มิสเตอร์จาง ตามด้วยจู้เปิ่นที่กูวางแผนกับมันจะโยนคนอื่นคงน้ำ แล้วโดนกูดัดหลังกลายเป็นมันแทน ตามด้วยซูยองน้องเล็กสุด ที่เหลือไปไฟล์บังคับให้ลงน้ำไป... .บ้าจริงๆ กูเองก็อยากลงกับเค้าบ้าง ถ้าไม่ติดว่ามียกทรง เกงใน ที่มันเกาะติดตัว คงได้ลงน้ำ ลัลลาโชว์ประทุมถันโดยที่ไม่รู้สึกอาย แบบผู้ชายเค้า กูรู้สึกช้อบชอบไอ้จู้เปิ่นวะ มันเป็นคนที่ใจกับเพื่อนมากๆ รู้สึกว่าคุยกับมันแล้วสนุกดี มีคำประโยคนึงที่กูฟังจากปากมันตอนอยู่ริมน้ำ แล้วทำให้กูรู้สึกซึ้งไม่น้อย “อย่าลืมวันนี้ ...... จดจำวันนี้เอาไว้” กูไม่รู้หรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับคำๆนี้ แต่สำหรับกู มันเป็นประโยคที่มีความหมายมากๆ อย่าลืมช่วงเวลาที่เราสนุก และอยู่ด้วยกันมา รักแม่งจริงๆ แถมตอนเช้ายังรีบตื่นไปส่งเพื่อนเดฟที่สนามบินอีก เจอมิสะแค่แว๊บเดียวเองเพราะรีบวิ่งเข้าเกท ได้กอดกันแค่แว๊บๆ ดีนะที่เจ๊แกยังออกมาหาพวกเราอยู่ แล้วก็นั่งรอเพื่อนเดฟเข้าเกท .......... ก่อนจะจากกันไป ก็กอดกันไปคนละที นมแทบย้อนศรจะหายเข้าไปในตัว รู้แค่ว่ามันกอดกูแน่นมาก แต่น่าแปลก ที่กูไม่รู้สึกใจหายเลยแม้แต่น้อยกับการจากลาของมัน ทำไมล่ะ ... หรือเพราะคิดว่าคงได้เจอกันอีกแน่นอนมั้ง แม้มันจะเป็นคำพูดลอยๆของฝรั่งหัวหยิกคนหนึ่งว่า อีกหกปีเราจะมาเจอกันที่ไทยก็ตาม .... เทอมหนึ่งจบไปแล้ว เทอมหน้าไม่รู้ว่าจะเจอเรื่องร้าย เรื่องดี หรือมีเพื่อนใหม่คนไหน แต่คงมีเรื่องดีๆอีกมากมายที่รอกูอยู่แน่นอน ...... หลังจากนั้นก็คงถึงเวลาที่กูเองต้องเป็นฝ่ายจากลา ณ แห่งนี้ เทอมหนึ่งได้ผ่านไปแล้ว ช่วงเวลาที่โชคชะตามาทำให้เราได้พบเจอกันกับคนอีกมากมาย ต่างที่ ต่างเวลา แต่มาเจอกัน ณ ตรงองศาโลกแห่งเดียวกันที่ชื่อว่า “ต้าเหลียน” ขอให้ผู้ที่เดินทางจงโชคดี กลับสู่เส้นทางเดินที่เค้าได้จากมา ส่วนกู คงดำเนินชีวิตของกูต่อไป ตามเส้นรุ้งแวง ทะแยงมุม พร้อมกับการเดินทางครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น June 19 อะไร ยังไงหมอก หรือ ควัน
ฝุ่น หรือ ดิน
ลองกอง หรือ ลังสาด
กวาง หรือ เก้ง
ลา หรือ ลอก
เต่า หรือ ตะพาบ
หมาป่า หรือ หมาใน
กระรอก หรือ กระแต
บางสิ่งบางอย่าง
มันก็อาจจะดูคล้ายกัน
จนทำให้เราสับสน
หลงเข้าใจผิดอยู่นานสองนาน
จึงต้องมาถามกับตัวเองว่า
มัน อะไร ยังไง
กันแน่.... นะ
.
.
.
วิเคราะห์ กันต่อไป June 13 วิวาห์เหาะโฮกกกกก
พี่สาวกูจะแต่งงาน
อ่า จริงดิ
ข่าวงานวิวาห์
ที่ทันด่วนเสียหน่อย
ได้ยินมาว่าจะเป็นเดือนตุลา
เลื่อนมาเป็นสิงหาเสียแล้ว
โฮกกกกกกกก
รวดเร็วมากมาย
เอาละเหว่ย ในที่สุดบ้านกูก็มีคนออกเย้าออกเรือนไปเสียที
เหอๆๆ
แล้วแผนที่ตั้งไว้ของกู
คงเก็บพับไปเล็กน้อย
เมื่อความสำคัญของสองสิ่ง
มาพร้อมกันให้เราเลือก
ก็ต้องตัดสินทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไป
หึหึหึ
อย่างที่ วิชาต๊อด ของพ่อพุฒิ เค้าว่า
มนุษย์เกิดมา ต้องตัดสินใจเสมอ
ว่าจะเลือกทำสิ่งไหน ตั้งแต่ตื่นนอน ยันเข้านอน
ส่วนกู คงเลือก ไปร่วมงานวิวาห์เหาะของพี่สาว
คนนี้สะแล้วววววว
น่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร
May 24 ความงามที่มองข้ามไปหลังจากแดกเกี้ยวตอนเย็นเสร็จ
อยุ่วันนี้เกิดเป็นห่าไรไม่รู้
วลีหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาลอยๆ จากหัวสมองของกู
เพียงเพราะแค่เห็นใบไม้ขึ้นเต็มต้นไม้เท่านั้นแหละ
มันเป็นเพียงความรู้สึก นึกคิดต่อสิ่งรอบข้าง
ของคนเพี้ยนๆเช่นกูนั่นแหละ
จริงๆ หลายต่อหลายครั้ง กุก็เอื้อย
ชิลๆ รับลม มองสิ่งต่างๆรอบๆตัวอยู่บ้างนะ
แต่ทำไม กูไม่เคยรู้เลยว่า
ต้นไม้ที่กูมองเห็นมันอยุ่ทุกวัน
ทว่าที่ผ่านมากูยังคงให้ความรู้สึกของต้นไม้ที่มันโล้นๆ
มีลูกบ้าอะไรหล่นมาเต็มพื้นให้กูเหยียบเล่นอยู่เลย
แต่วันนี้กูกลับเห็นใบไม้ ดอกไม้มันเต็มต้น
จะบอกว่า มันเพิ่งงอกวันนี้คงไม่ใช่
แต่เพียงเพราะเราไม่เคยสังเกตมันต่างหาก
แล้วก็เออว่ะ ได้ลุกๆที่กูเหยียบเนมันไม่มีแล้วนิหว่า
..
.....
ขณะที่เราเดินผ่านสิ่งต่างๆอยู่ทุกวัน
มันได้เปลี่ยนแปลง ตามวันเวลาอันสมควรจะเป็นของมัน
เราเองก็คงมัวสนใจกับเวลา ชีวิตของตน
และสิ่งต่างๆจนหลงลืมมองอะไรบางอย่างรอบๆกาย
ที่พบ ที่เจอ ที่ผ่าน ที่เห็น
ลองนั่ง ลองคิด ลองมอง ลองหยุด ลองฟัง
อาจจะเห็นอะไรมากขึ้นก็ได้นะ
sometimes when we got used to something,
it made us forget about how much growth of those trees along the way May 15 earth quakeohhhhhhhh ณ เช้าวันนึง ที่แสนน่องนอย
มึนๆ เพราะไม่ได้นอน
อยู่ๆ ตึกก็ สั่น กึ่งๆ
สั่น กึ่งๆ ได้ประมาณสองจึก
หรือ ประมานว่า หายใจเฮือกนึง
สองวินาที
เสียง ครืนๆ
แล้วก็ได้ตระหนักว่า
ไอ้วอบอกมาว่า จีนแผ่นดินไหว
พอบอกเหล่าซือ ก็ดันบอกว่า
เมืองจีนใหญ่จะตาย
ต้าเหลียนไม่ไหวหรอก
และแล้ว คุณชายโป๊ะก็ดูโทรทัศน์
สรุปว่า
ไอ้แรงสั่นสะเทือนที่ว่านั่นก็คือ
แผ่นดินไหวนั่นแหละครับพี่น้องงงงงง
จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกเราอีกนี่ May 08 คิดถึงล่ะซี๊รู้น่ะ
พวกมึง
กำลังคิดว่า
ไม่มีใครนัดกินข้าวใช่ไหมล่ะ
ไม่มีใครไปนั่งมหาลัยเป็นเพื่อนอ่ะสิ
ไม่มีใครบ้าเล่นบาสตอนตีสี่กับมึงชิมิ
ไม่มีใครยอมไปชิลอย่างไร้เหตุผลเหมือนกูดิ
ไม่มีใครโทรศัพท์กวนประสาทใช่ม่ะ
ไม่มีใครคอยส่งเสียงด่ารำคาญหูสินะ
ไม่มีใครเป็นตัวตั้งตัวตีเวลามิตติ้งตุ้ยปา
พอไม่มีกูพวกมึงไม่ค่อยแดกเค้กเชรฟฟรอนแล้วซี่
พอไม่มีกูไม่มีใครไปหาอะเด
พอไม่มีกูไม่มีใครชวนดูหนังเข้าใหม่ชิมิฮิ
พอไม่มีกูพวกมึงเหงา....ม้าย
พวกมึงคิดถึงกูอะเดดดดด กูรู้หรอก
แน่นอนนนนนนนน
ไม่มีใครเป็นเพื่อนประเสริฐเยี่ยงกูแล้ว
กร้ากกกกกกกกกกกกกก
และแน่นอนนนนน
กูก็คิดถึงพวกมึงเหมือนกัน
May 04 แอนนิแวซารี่เผลอ แว๊บๆ แพล่บๆ แหมบๆ แก๊บๆ
(อ่า พอออ)
ก็ผ่านวันที่ สาม พฤษภาคมไปแล้วหรือเนี่ย
มิใช่สิ่งใดเลย มันแค่เป็นวันเกิดเพื่อนกูคนนึง
เป็นวันที่แม่มันเจ็บท้องคลอดมันออกมา
เป็นวันที่มันอายุมากขึ้นอีกปี ก็เท่านั้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่พิเศษสำหรับมัน มิใช่กู
แต่ความสำคัญที่กูเอื้อนเอ่ยมาทั้งหมดนั้นก็คือ
กู กระทำการบางสิ่งมาได้ครบ หนึ่งปี(แล้วหรือนี่)
โอ้ว ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ
การแดกข้าวหลังห้าโมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม
กูทำแม่งมาเกือบปี ที่เพิ่งมาเปลี่ยนเวลาเป็นสามโมง
หลังจากที่มาเมืองจีนได้ไม่นาน เนื่องจากขาดการสังสรรค์
หลังมื้อเย็นที่ปฎิบัติกันเป็นประจำในหมู่มวลเพื่อนฝูง
อีกนั่นแหละ กูก็ไม่รู้ว่า
กูจะต้องแดกหลังสามโมงเย็น จนถึงสองทุ่ม
ไปอีกเมือ่ไรกัน
บางทีก็คิด เดี่ยวก็ตายแดกไปเถอะ
บางทีก็คิด กินเพื่ออยู่มิได้อยุ่เพื่อกิน
บางทีก็คิด เป้าหมายกุยังมาไม่ถึง จงอดและทนไปก่อน
อะไรก็ช่าง
วันนี้กูขอ เซเลอเบท ให้กับสิ่งที่กู
อดทนมันมาได้ถึงหนึ่งปี
ฉลองงงงงง
April 27 sunrise @ dalianตีหนึ่ง..... แทง เข้าไป เอ้าแทงงเข้าไป
ตีหนึ่งกว่า.....ปีนรั้ว
ใกล้จะตีสอง.....อืม เป็นแม่หมออีกแล้วตู
ตีสี่...... ยังคงเพียรตรากตรำดูดวงให้ผู้อื่นต่อไป
ตีสี่ สี่สิบ.....เฮ้ย ถ่ายรูปพระอาทิตย์กันเถอะว่ะ
ตีห้า......ตั้งตารอดูพระอาทิตย์ท่ามกลางลม ยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ตีห้า สิบ..... ยืนมองพระอาทิตย์ดวงกลมโผล่หลังเขาอย่างช้าๆ
หกโมงเช้า ... ยังคงเดินเตร่ เก็บสาหร่าย กับผองเพื่อน ชาวต้าเหลียน
ว่าไหม
ไม่ว่าจะที่ไหน
พระอาทิตย์ดวงกลม
มันยังคงขึ้นโผล่ทักทายยามเช้า
และลาลับไปในตอนเย็น
มันยังคงทำหน้าที่มันต่อไปเหมือนทุกวัน
ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป
แค่แลดูสวยงามกว่าทุกวัน
(อ่ะ หรือเพราะกูตื่น ไม่ใช่สิ ไม่ได้นอนแล้วได้ดูมันวะ)
April 25 ความรู้สึกบนหนึ่งหน้ากระดาษโอ๊ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่า อีกเดือนหนึ่งจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว และไม่น่าเชื่อเลยว่ากูจะได้อัพไดมาเกือบสองอาทิตย์ได้แล้ว พรุ่งนี้เหล่านักผจญโลก นักเรียน นักศึกษา และจะนักอะไรก็ตามก็คงเริ่มกระจัดกระจายตัวกันไป ตามทางเดินที่พวกเขาจากมา พรุ่งนี้พี่ผึ้งก็จะกลับสู่มาตุภูมิแล้ว แม้เป็นการเดินทางที่กระชันชิด และฉุกระหุกนิดหน่อยก็ตาม ซึ่งรู้ก่อนไม่ถึงอาทิตย์ว่าจะกลับอย่างเร็ววันทันด่วนเช่นนี้ ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงมีแต่การเลี้ยงส่ง สังสรรค์ กินเหล้าพอเป็นกระสัย และฉลองพอกรุ่มกริ่มกันไป มันก็สนุกดีการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพูดคุยกันตามประสาคนที่เริ่มสนิทกัน แต่หลายสิ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปหรือป่าวกูก็ยังไม่รู้ คนที่สนิทอาจจะกลายเป็นอื่นก็ได้ใครจะไปรู้ เซ็นที่แรงกล้ากูจะถูกหรือผิดหรือป่าวไม่อาจคาดเดา หรือกูกำลังอุปทานไปเอง มันน่าหงุดหงิดใจเล็กน้อยที่อาการเหล่านี้เริ่มกลับเข้ามาทุกครั้งที่เริ่มมีความสุข ความสุขที่กำลังหอมกรุ่น แท้จริงแล้วกูนี่แหละโรคจิต ที่คิดว่า ตัวเองรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ ต่อไปและต่อไปมันอาจจะดีขึ้นมั้ง ถึงตอนนี้พยายามไม่คิดไปให้ไร้ประโยชน์ พยายามยิ้มหัวเราะ หน้าชื่นตาบาน แต่บางครั้งก็โดดเดี่ยวอยู่ลึกๆ (บ้างบางอารมณ์) มึงจะพร่ำเพ้อพรรณาไปให้ได้พระแสงอะไร ในเมื่อรอบกายกูก็ยังมีคนเป็นห่วงใยอีกมาก เอาเถอะๆๆขอจารึกและบันทึกเอาไว้ในนี้ เผือว่าวันไหนที่กูมาเปิดอ่าน ความรู้สึกนั่นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้ จงยัดยืนกับความเป็นตัวเอง และเก็บเกี่ยวความสุขของชีวิตให้มากที่สุด เรื่องอื่นคง ปล่อยไปตามหัวใจ ให้มันหายไปกับลมแรงที่ต้าเหลียน
ปล. ตัดสินใจไปทิเบตละค้าบ ปล++ แฮปปี้เบริดเดย์เพื่อนเจี๊ยบ April 16 เรือ่ยๆโอ้ววววววว สเปช
นานแค่ไหนแล้วที่กูไม่ได้พิมพ์เป็นเรื่องเป็นราว ณ ที่แห่งนี้
เรื่องราวในชีวิตของเด็กอ้วนคนนึงในต้าเหลียน
ยังไม่เคยถูกบอกเล่า และจารึกไว้ในหน้าของมึงเลยสักครั้ง
เอาล่ะ วันนี้ขอมาเปิดประเด็น... เรื่องไรดีละ
แม่งไม่รู้จะเขียนเรื่องอันใดที่น่าสนใจ
ป่าวประกาศได้แค่เพียงว่า ชีวิตของกูนั้นยังคงสุขสบาย
มีเพียงความร้อนใจ และร้อนวิชา เมือไรจะได้ผงาดกับเค้าเสียที
ใช่เลย พอพูดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ที่กูไปมีเรื่องกับอาอี๊ เฝ้าหอข้างล่าง
มันเป็นเหี้ยอะไรก็ไม่รู้ที่ชอบโวยวายด่าคนไปทั่ว
เปิดประตูเข้าหอก็ด่า "เพราะฝุ่นเข้า"
ควาย เอ๊ย มันมีเครื่องจับละอองฝุ่นหรอ
มันจะมีประตูไว้ทำเหี้ยไร ถ้าไม่ให้คนเปิดเข้าออก
ทำกับข้าวอยู่ในห้องครัวกันเยอะ ก็หาว่าปาร์ตี้
บนว่าพื้นสกปรกทั้งที่ไฟยังปิดอยู่
แล้วมันมีแม่บ้านไว้ทำถอกเถือกไร
อะไรต่อมิอะไร ที่ทำให้กูรู้สึกเริ่มรำคาญใจ
อยู่ๆวันอาทิตย์ ก็เรียกพวกกูออกไปด่า (สะงั้น)
เสียงดังไปทำไม กูได้ยินอยู่แล้ว
อะไรก็ช่างเถอะ ณ เพลานั้น กูไม่สนไรอยู่แล้วนิ
ยิ่งฟังยิ่งน่ารำคาญ พูดเป็นอยู่แค่ คำงูๆปลาๆ
ความรู้แบบชูบี พื้นฐานที่ร่ำเรียนมา
มีเท่าไรก็ ตะคอก ตะโกน แม่งกลับไปเลย
พุดจีนก็ไม่ได้ มันช่างอึดอัดเสียนี่กระไร
จีน ไทย อังกฤษ ควยอะไรก็ปนๆ แม่งไป
ทีอย่างนี้ละ สงบ เชียวมึง เจอพวกกู ไม่สิ
เจอกู ขึ้นเสียงให้หอแตกสะบ้าง มันถึงเงียบ
ห่าเหวไรกูก็ยอม ปิดหอเร็วกูก็เข้าเร็ว
ให้ทำความสะอาด กูก็ทำ
ห่านจิก ยิบย่อย หยุมหยิมอะไรก็ปล่อยให้ผ่าน
แต่นานๆมากๆ กูรำคาญ เฟร้ย
"ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด"
คิดว่าเรื่องราวจะจบ เนื่องจากมีทูตเจริญสัมพันธไมตรีมาคุยตอนเช้า
ที่ไหนได้ ตกบ่าย ยังมีอาอี๊อีกนางนึง
มาดักรอกู กวย ส้นตรีนไรก็ไม่รู้
ปืนไรเฟิลกูจึงถึงยิงออกไปหนอ่ยนึง
ถ้าแปลออกหมด คงเป็นระเบิดขวด
ยังไม่ถึงกับนิวเคลียร์
ไอ้ห่า อาอี๊นั่น เหมือนกับหนังจบ อารมณ์ไม่จบ
เรื่องราวเกิดขึ้นเพียงสองคน
แล้วนี่ มันเกี่ยวอะไรหว่า ... ร้อนตัวฉิบหาย
มันไม่จบ กูก็จะไม่จบ แสด
แต่ด้วยขีดจำกัดทางภาษา ไอ้คนหัวแข็งเยี่ยงกู
กูเลย ต้องจบ เพราะล่ามกูเหนื่อย
มิเช่นนั้น สเปช แม่งคงยาว
เอาเถอะ ประสบการณ์ นานๆที
วุ้ยยยย เหนื่อย April 07 จะได้ไม่ลืมกัน(นะพี่น้อง)กลสุดฟ้า ก็ไม่สามารถกั้นเรา ฉันขอสัญญา… จะจำทุกเรื่องราว ปลายขอบฟ้า กับระเบียงที่เราเคย ฉันขอสัญญา จะจำทุกเรื่องราว โปรดจงมั่นใจ ฉันขอสัญญา… จะจำทุกเรื่องราว
ps" กูแค่ชอบ อยากดูว้อยยยยยยยย |
|
|